วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งใจหรือวางแผนที่จะเริ่มธุรกิจใหม่

ระดมทุน startup เพื่อพัฒนาธุรกิจกับศูนย์บ่มเพาะธุรกิจประเทศไทย D - HOUSE GROUP ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ หรือ Business incubator สำหรับผู้เริ่มธุรกิจ Startup หรือ SME โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมผู้ประกอบการด้วยการวางรากฐานธุรกิจให้แก่ผู้เริ่มทำ Start up หรือเริ่มลงทุนธุรกิจ SME ตั้งแต่การอบรมแผนธุรกิจ พัฒนาไอเดียการทำธุรกิจ การวางแผนธุรกิจ การสร้างสินค้าต้นแบบ ไปจนถึงการวางแผนการระดมทุน Start up จากแหล่งทุนต่างๆ เพื่อให้ผู้เริ่มต้นธุรกิจมีศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจอย่างเหมาะสม ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จของธุรกิจ Start up ในประเทศไทย จึงตั้งใจทำหลักสูตรอบรมธุรกิจ เพื่ออบรมนักธุรกิจหน้าใหม่ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้แนวทางในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการพัฒนาความรู้ ทักษะที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เริ่มธุรกิจทุกราย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP ช่วยประเมินธุรกิจและวิเคราะห์แนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อดูโอกาสและความเป็นไปได้จัดอบรมแผนธุรกิจเพื่อให้ความรู้ และให้คำปรึกษาเพื่อการพัฒนาธุรกิจ โดยผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ รวมถึงการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการยุคใหม่ ได้เรียนรู้ ทดลองและพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรายังคอยให้คำปรึกษาการทำธุรกิจและมอบกลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศ รวมถึงวางแผนการบริหารจัดการนวัตกรรมให้เป็นระบบ เรามุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้เริ่มทำธุรกิจ เพื่อพัฒนาธุรกิจและส่งเสริมการค้าให้เข้าสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน โปรแกรมการบ่มเพาะธุรกิจ กลุ่มธุรกิจเป้าหมายของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP จะมุ่งเน้นที่ 3 กลุ่มธุรกิจหลักคือ 1. กลุ่มธุรกิจอาหารสุขภาพ กลุ่มธุรกิจสุขภาพ อย่างอาหารฟังก์ชั่น กำลังเป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้เริ่มธุรกิจ SME ที่จะยกระดับมูลค่าทางธุรกิจให้สูงขึ้น อาหารฟังก์ชั่นหรือ Functional Foods คือ อาหารแห่งอนาคตที่มีคุณค่าทางโภชนาสูง ที่สามารถช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคได้ด้วย แม้จะมีผู้ประกอบการในประเทศไทยได้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจอาหารในอนาคตนี้หลายราย เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มมุ่งเน้นการดูแลรักษาสุขภาพกันมากขึ้น 2. กลุ่มธุรกิจการแพทย์ ความสนใจในธุรกิจด้านการแพทย์มีแนวโน้มเติบโตสูงมากขึ้นในปัจจุบัน และมีการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้านการแพทย์ขึ้นมากมาย เช่น การให้บริการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การแพทย์แม่นยำ การแพทย์ทางเลือก การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในการรักษา Genomic medicine และ Advance Medicine ในกลุ่ม ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่ประกอบด้วย หรือ D - HOUSE GROUP และ มหาวิทยาลัยของ รัฐบาล เข้าร่วมโครงการ เป็นที่ปรึกษา การใช้ยีนหรือเซลล์บำบัด เช่น การบำบัดด้วย stem cell เป็นต้น Tissue Engineering และ Combined Therapy ซึ่งผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และการให้บริการทางการแพทย์เหล่านี้มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อการรักษาโรคที่เกิดจากนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นต้น ธุรกิจการแพทย์อย่าง คลินิกความงามหรือทันตกรรมมีอัตราการเติบโตขึ้นในแต่ละปีอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง 3. กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร ธุรกิจเกษตรอุสาหกรรมในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถพัฒนาให้มีศักยภาพแบบยั่งยืนได้ เพราะกว่า 40% ของคนไทยมีอาชีพเป็นเกษตรกรที่เชี่ยวชาญ และยังมีทรัพยากรภายในประเทศสำหรับการผลิตที่เพียงพอหากมีการส่งเสริมการค้าทางการเกษตร ก็ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น เพราะยิ่งจำนวนประชากรโลกสูงขึ้น ปริมาณความต้องการอาหารก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีสำหรับผู้สนใจเริ่มธุรกิจ Startup ด้านนี้ สำหรับหลักสูตรอบรมธุรกิจ SME เพื่อพัฒนาธุรกิจในระยะยาว จะมีเนื้อหาพื้นฐานครอบคลุมทั้งวิธีการบริหารธุรกิจและเครื่องมือที่ใช้สำหรับการจัดการธุรกิจ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้พื้นฐานความรู้ ดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดการบริหารจัดการและการใช้เครื่องมือในการจัดการองค์กร 2. เทคโนโลยีการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อเจาะตลาดเข้าสู่ตลาดโลก 3. กลยุทธ์การค้าระหว่างประเทศและการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ 4. การระดมทุน Start up และการบริหารเงินทุนสนับสนุน SME 5. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งใจหรือวางแผนที่จะเริ่มธุรกิจใหม่ ด้วยทีมงานไม่กี่คน และมุ่งหวังให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพราะสามารถช่วยส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจยังมีส่วนในการขับเคลื่อนธุรกิจ SME ให้เติบโตขึ้นเป็นบริษัทได้อย่างเต็มรูปแบบ และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศให้ยั่งยืนได้อีกด้วย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D - HOUSE GROUP เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งใจหรือวางแผนที่จะเริ่มธุรกิจใหม่

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ D HOUSE GROUP ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ของรัฐ ศึกษาหารือ การทำข้อตกลง MOU การจัดตั้ง ศูนย์บ่มเพาะ ธุรกิจ ทางวิชาการ ครั้งนี้

MOU คืออะไร มีผลบังคับใช้ยังไง แตกต่างจากสัญญาหรือไม่ เช็คที่นี่มีคำตอบ หลังคำนี้กลายเป็นคำที่มีผู้สนใจค้นหาคำตอบอย่างแพร่หลาย ฐานเศรษฐกิจทำหน้าที่รวบรวมไว้ให้แล้ว เพื่อให้เกิดความเข้าใจ MOU คืออะไร เป็นคำถามที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ช่วงนี้ในประเทศไทย มีการพูดถึงคำคำนี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในโลกของชีวิตจริง และโลกออนไลน์ หลังจากที่พรรคก้าวไกล ซึ่งนำโดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชนะศึกเลือกตั้ง 2566 โดยมีนโยบายเสนอการทำ MOU เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาล "ฐานเศรษฐกิจ" จะพาไปพบกับคำตอบเพื่อคลายข้อสงสัยเรื่อง "MOU" MOU (เอ็มโอยู) ย่อมาจาก Memorandum of Understanding แปลว่า "บันทึกความเข้าใจ" หมายถึง เอกสารที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือความเข้าใจระหว่างองค์กร หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ซึ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกัน รับทราบถึงรายละเอียดในบันทึกข้อตกลง และยอมรับข้อตกลงที่ทำร่วมกันแล้ว ตัวแทนผู้มีอำนาจของทั้งสองฝ่ายจะลงนามในบันทึกข้อตกลงนั้น เพื่อรับรองว่า ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจกับข้อตกลงที่ทำร่วมกัน และ MOU ฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้เมื่อทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในเอกสารนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้อแตกต่าก MOU-สัญญา หลายคนอาจเข้าใจว่า "MOU" กับสัญญา น่าจะมีคว่ามคล้ายคลึงกัน เพราะมีการเซ็นลงนามเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว 2 คำนี้ มีความแตกต่างกัน ดังนี้ MOA หมายถึง บันทึกข้อตกลง ถือเป็นหนังสือสัญญาที่มีการระบุหลักเกณฑ์หรือข้อกติกาให้ผู้ทำสัญญาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม MOA ก็อาจมีความผิดทางกฎหมายฐานประพฤติผิดสัญญา และอีกฝ่ายสามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งแตกต่างจาก MOU ที่เป็นการบันทึกความเข้าใจร่วมกัน แต่ไม่ใช่ข้อสัญญาผูกมัดนั่นเอง อย่างไรก็ดี กองธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน นฤมล บุญแต่ง นักวรรณศิลป์ 7 ว ให้คำอธิบายว่า บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เป็นหนังสือซึ่งฝ่ายหนึ่งแสดงความสมัครใจจะปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด และตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสือนั้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่หนังสือนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญาผูกมัด แต่แสดงความต้องการอันแน่วแน่ของผู้ลงนามว่าจะปฏิบัติดังที่ได้ระบุไว้ เช่น สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำบันทึกความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ เพื่อความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษา ขณะที่ บันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement) เป็นหนังสือหรือสัญญา ซึ่งมีข้อความที่ระบุเป็นหลักเกณฑ์หรือวิธีการให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติหรือดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นข้อกติกา ข้อที่นัดหมายกันไว้ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จึงมีใช้ได้ทั้ง 2 คำ แต่จะใช้บันทึกความเข้าใจมากกว่า เช่น MOU ระหว่างมหาวิทยาลัยกับส่วนราชการ ในการแลกเปลี่ยนวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง MOU ล่าสุดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรคการเมือง ได้มีการการลงนามข้อตกลงร่วม (MOU) ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า จุดประสงค์ในการทำ MOU เป็นการรวบรวมวาระร่วมของพรรคการเมืองที่เห็นตรงกัน และพร้อมจะผลักดันผ่านกลไกของรัฐบาล และรัฐสภา และเป็นความรับผิดชอบข้อตกลงร่วมกันของพรรคที่มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล สำหรับเนื้อหาของ MOU การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ระบุว่า บันทึกความเข้าใจร่วมนี้จัดทำขึ้นเพื่อสร้างพื้นฐานในการจัดตั้งรัฐบาล และการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคก้าวไกล พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคพลังสังคมใหม่ ทั้งนี้ทุกพรรคเห็นร่วมกันว่า ภารกิจของรัฐบาลที่ทุกพรรคจะผลักดันนั้นต้องไม่กระทบต่อรูปแบบของรัฐ การปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ต่อองค์พระมหากษัตริย์ โดยมีวาระร่วมทั้งสิ้น 23 ข้อ

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2567

รัฐบาลเดินหน้าเปิด กาสิโน ถูกกฎหมายแห่งแรกให้ประเทศ l NATION INSIGHT l 1...

ไทยเปิด ‘กาสิโน‘ ถูกกฎหมาย ได้ไม่คุ้มเสีย? | DEEP Talk

บ่อนคาสิโนถูกกฎหมาย คุ้มได้หรือคุ้มเสีย? | ตัวจริงสนามข่าว

โครงการซีเนี่ยคอมเพล็กซ์เซ็นเตอร์ ไทย - เจแปน (กรณีศึกษา)

โครงการซีเนี่ยคอมเพล็กซ์เซ็นเตอร์ ไทย - เจแปน ประสานงานโครงการ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนสุวิทย์ ทับหิรัญรักษ์ ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ ดร. สุคนธ์ เครือน้ำคำและคณะทำงาน ดร.ชยณัฎฐ์ แสงมณี ประธานโครงการซีเนี่ยคอมเพล็กซ์ประชารัฐ บริษัท อินทนา วิศวกรรม จํากัด พัฒนาและบริหารโครงการ สารบัญ 1. หลักการและเหตุผล 2. สถานการณ์ แนวโน้ม และทิศทางของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น 3. วัตถุประสงค์ 4. ความต้องการของโครงการ 5. กรอบการดําเนินการ 6. วิธีการดําเนินการ 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของรัฐ 8. แผนผังบริเวณที่พักอาศัยแบบ 3D 8.1 อยุธยา 9. ความร่วมมือและความช่วยเหลือของรัฐบาลไทย 9.1 ด้านประชาสัมพันธ์ 9.2 ด้านการดูแลรักษา 9.3 ด้านความปลอดภัย 9.4 ด้านวีซ่า (visa) 10. ศึกษาความเป็นไปได้ (Flexibility) 11. ระยะเวลาดําเนินการ 12. บทสรุป 2 1. หลักการและเหตุผล สังคมญี่ปุ่นได้กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุผู้สูงอายุเหล่านี้ได้รับเงินบํานาญในการเลี้ยงชีพ แต่เนื่องจากค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงจึงเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นเดินทางไปพํานักระยยาว (Long Stay) ในต่างประเทศ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาซึ่งการที่ชาวญี่ปุ่นเข้ามาพํานักระยะยาวในประเทศไทย จะยังส่งผลดีต่อทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย จากรายได้และค่าใช้จ่ายของการเข้ามาพํานักระยะยาวของชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย จึงเป็นมาของโครงการบ้านพักผู้สูงอายุญี่ปุ่น (Japan Early Retirement Project) ในการลงทุน ตลาดสุขภาพของประเทศญี่ปุ่น มีจํานวนผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่นที่ต้องใช้บริการดูแล สุขภาพ (Long-Term Care) จํานวน 5.0 ล้านคน ซึ่งแบ่งเป็นผู้ต้องการบริการพยาบาล (Nursing facility) จํานวน 35% และดูแลที่บ้าน (Home care) จํานวน 65% ในจํานวนกลุ่มประชากรญี่ปุ่นที่มี ที่ฐานะหรือมีเงินฝากอยู่ในธนาคารจํานวน 40 ล้านเยน เป็นผู้มีอายุมากว่า 60 ปีขึ้นไปถึง 73% ซึ่ง อาจกล่าวได้ว่ามากกว่าครึ่งของผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้มีฐานะดี ตลาดผู้สูงอายุของญี่ปุ่น จึงถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะมีกําลังซื้อสูง โดย ธุรกิจสถานพยาบาลในตลาดผู้สูงวัย (Continuing Care Retirement Communities : CCRC) แบ่งเป็น 6 ระดับ ตามระดับความสามารถ ในการพึ่งตนเองของผู้สูงวัย ดังนี้ คือ 1. In Home 2. Independent Living 3. Assisted Living 4. Alzheimer's Care 5. Nursing Home 6. Hospice Care นักลงทุนสามารถเลือกทําระดับใดเพียงระดับเดียวหรือหลายระดับก็ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของการลงทุน ขนาดของพื้นที่ การพัฒนาออกแบบ ตบแต่งสถานที่ อุปกรณ์ด้านการ แพทย์ สิ่งอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยสําหรับผู้สูงวัย พร้อมทีมงานทั้งด้านแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงวัย สําหรับประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบในเรื่องของสถานที่ที่สามารถจัดสถานพยาบาลขนาดใหญ่ได้ มีมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาลและการแพทย์ที่ดี แต่ปัญหาหลักคือต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่นได้อย่างถูก ต้องและเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น 2. สถานการณ์ แนวโน้ม และทิศทางของผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น จํานวนผู้สูงอายุทั่วโลกที่มีจํานวนเพิ่มขึ้นแประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีอัตราค่าครองชีพสูง ทําให้ผู้สูงอายุจําเป็นต้องย้ายออกจากเมืองใหญ่ และมีจํานวนไม่น้อยได้ย้ายออกมาสู่ประเทศที่มีค่าครองชีพที่ถูกกว่า แน่นอนว่าย่อมมี ประเทศต่างเห็นโอกาสและพยายามจับกลุ่มเป้าหมายสูงวัย เช่น ประเทศมาเลเซียรัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของ โลก สนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้สูงวัยรวมทั้งขยายเวลาให้ชาวต่างชาติอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ ต้องการพํานักในมาเลเซีย (Long-stay Visa) จากเดิมไม่เกิน 1 ปี เพิ่มเป็น 10 ปี เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุ ต่างชาติมีระยะเวลาพํานักในประเทศได้นานขึ้น สําหรับประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้การขยายเวลาให้ชาวต่างชาติอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ต้องการพํานักในประเทศไทย จากเดิมไม่เกิน 1 ปี เพิ่มเป็น 10 ปี โดยให้ดําเนินการใน 14 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา จาก ตารางแสดงเปรียบเทียบการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุประเทศญี่ปุ่นนับเป็นตัวอย่าง ประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่เร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ตามมาด้วยประเทศอิตาลี สวีเดน และเยอรมัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกช่วงปี 2005-2010จะสังเกตได้ว่าประชากรในแถบทวีปอเมริกายุโรปและญี่ปุ่นซึ่งถือว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดมากกว่าภูมิภาคอื่นๆกล่าวคือมีอายุขัยเฉลี่ย77.2-81.5ปี ในขณะที่ประเทศในแถบแอฟริกาซึ่งถือว่าส่วนใหญ่เป็นประเทศด้อยพัฒนามีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 41.5-50.7 ปี 6 7 3. วัตถุประสงค์ 1) ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางให้ แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาอาศัยอยู่เป็นเวลานาน Long stay 2) เป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริการด้าน การดูแลสุขภาพ ให้รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุชาวต่าง ประเทศที่ต้องการเข้ามาพํานักในประเทศไทยระยะยาว 3) เป็นศูนย์กลางการให้บริการธุรกิจเพื่อสุขภาพระยะยาว (Long-stay and Health Care) ทั้ง บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร 4) ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ของภาคตลาดการท่องเที่ยว และการส่ง เสริมรายได้เข้าสู่ประเทศ 5) พัฒนาความร่วมมือและการสร้าง สัมพันธ์ระหว่างประเทศในเชิงเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ 8 4.ความต้องการของโครงการ ตลาดกลุ่มผู้สูงอายุ Long stay มี ปัจจัยในการเลือกประเทศที่จะมาพํานักระยะ ยาว ได้แก่ 1) ค่าครองชีพ 2) ภาษี 3) อาชญากรรมและความปลอดภัย 4) การใช้ภาษาอังกฤษ 5) ความบันเทิง 6) เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม 7) ชุมชนชาวต่างชาติ 8) การดูแลสุขภาพ 9) โครงสร้างพื้นฐาน 10) ความสามารถในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ 11) ข้อจํากัดด้านอสังหาริมทรัพย์ 12) การพักผ่อนหย่อนใจ 13) ตัวเลือกที่พักอาศัย (ข้อ7-13 เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์) สําหรับตลาดผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่น พื้นที่เป้าหมายในประเทศไทยที่เขารู้จักและสนใจ พื้นที่ กรุงเทพ, พะเยา, เชียงใหม่, ชลบุรี และภูเก็ต ปัจจัยการเลือกที่พักอาศัย พิจารณาจาก 1) ด้านกายภาพ ได้แก่ ระบบสาธารณูปโภค ระบบสาธารณูปการมีช่องรายการ NHK Premium มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 2) ด้านสังคม โดยจะเลือกอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนคนไทย 3) ด้านการเงิน ค่าเช่าคอนโด 20,000-30,000 บาท/เดือน 4) ด้านตัวบ้าน โครงสร้างอาคารมีความแข็งแรง มีการแบ่งพื้นที่ใช้สอย มีครัว 5) ด้านข้อมูลโครงการ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทําเลที่ตั้ง ใกล้ชุมชน ที่ทํางาน ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร 6) ด้านการจัดหาที่พักอาศัยจากบริษัทจัดหาบ้าน รองลงมาคือเพื่อนแนะนํา ส่วนใหญ่ ค่าเช่า 35,001-50,000 บาทต่อเดือน เหตุผลในการเลือก เพราะ มีความปลอดภัย ทําเลใกล้ ชุมชน เดินทาง สะดวก อยู่ใกล้คนรู้จัก ส่วนใหญ่ต้องการห้องพักแบบ 1 ห้องนอน ขนาดประมาณ 60 ตรม. มีพื้นที่ ทางเข้าแบบญี่ปุ่น ห้องอาบนํ้าแยกส่วน ยืนอาบและอ่างอาบนํ้า ช่องรายการ NHK ระบบสัญญาณ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ที่พักใกล้ ร้านสะดวกซื้อ แหล่งชุมชน ใกล้โรงพยาบาล 7) การรับข้อมูลเพื่อพิจารณาเลือกอาคารอยู่อาศัยรวม จากบริษัทนายหน้า อสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่พํานักในอพาร์ทเม้นท์ รองลงมาคือ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ มี ค่าเช่า ต่อเดือนสูงกว่า 140,000 เยน และมีสิ่งอํานวยความสะดวก มีบริการด้านสุขภาพ ได้แก่ สระว่ายนํ้า ฟิตเนส ซาวน่า นวด สนามเด็กเล่น บริการทําความสะอาด 10 5. กรอบการดําเนินการ 1) จัดหาพื้นที่เพื่อดําเนินออกแบบและการก่อสร้างโครงการ 2) จัดหาและดําเนินการทางด้านการลงทุน 3) ใช้นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของภาครัฐ ในการรองรับกลุ่ม เป้าหมายของโครงการ 4) ใช้หลักการออกแบบและนวัตกรรมในการก่อสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการ อย่างมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร 6. วิธีการดําเนินการ 1) ดําเนินการรวบรวมข้อมูล พื้นที่ในการก่อสร้างโครงการ และการนําเสนอรูปแบบใน การพัฒนาโครงการ 2) ดําเนินการวางแผนการลงทุน และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท Long Stay และการก่อสร้างส่วนต่างๆในการรองรับการใช้สอย จากการพัฒนาโครงการ 3) ดําเนินการด้านการลงทุน ทั้งทางด้านมูลค่าเพิ่มของโครงการ ผลตอบแทน และ การขยายโครงการต่อเนื่องในอนาคต ตามทิศทางของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของรัฐ 1) รายได้จากการมูลค่าเพิ่มของการพัฒนาที่ดินโครงการ อาคารบ้านและที่ดิน 2) รายได้จากการให้บริการที่พํานักอาศัย ชาวต่างชาติ ตามนโยบายการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวภายใต้โครงการ Long Stay ของภาครัฐ 3) รายได้จากจัดเก็บค่าเช่า อาคารและระบบสิ่งอํานวยความสะดวก ภายในโครงการ เช่น คลับเฮ้าส์, สปา , สถานบริบาลและการบําบัดฟื้นฟูสุขภาพ , ศูนย์การฝึกอบรมทักษะ อาชีพการดูแลผู้สูงอายุ 4) รายได้จากการจัดเก็บค่าส่วนกลาง เป็นระบบประจํารายปี 5) รายได้จากการจัดกิจกรรมผสมผสานของธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 6) รายได้จากการให้บริการในระดับวิชาชีพ ในการดูแลผู้สูงอายุ 7) รายได้จากโครงการธุรกิจต่อเนื่อง ด้านสุขภาพ และ การรักษาพยาบาล 8) รายได้จากบริการเสริม และ บริการสนับสนุนอื่นๆ

บริษัท ส.ศัตยา จำกัด | S.SATTAYA CO., LTD. บริษัท ส.ศัตยา จำกัด | S.SATTAYA CO., LTD. เตรียมควาพร้อมสู่งานระบบ _PPPs

กรรมการบริหาร บริษัท ส.ศัตยา จำกัด เตรียมความการก่อสร้างโครงการ PPP s บริษัท ส.ศัตยา จำกัด | S.SATTAYA CO., LTD. บริษัท ส.ศัตยา จำกัด |...